วันจันทร์ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2551

ประวัติ เรื่องราว hip-hop

MC
Rap หรือ Rap Music เป็นเพลงประเภท rhythm-and-blues music ซึ่งเป็นการร้องเพลงประสานทำนอง โดยลักษณะการร้องจะเป็นแบบตรงไปตรงมา โผงผาง โดยจะร้องร่วมกับ electronic drum beats ผสมกับ samples การร้อง rap ที่ได้มีการบันทึกเอาไว้ครั้งแรก คือในปี 1979 และเริ่มมีการแพร่ขยายออกมาในประมาณกลางปี 1980 ที่ New York ประเทศสหรัฐอเมริกา ในตอนแรกนั้น มีความหมายรวมเข้าไปใน Hiphop คือเรียกรวมเข้าไป จนกระทั่ง เริ่มมีการใช้คำว่า Rap จากความโด่งดังของอัลบั้ม “Rapper’s Delight” (1979) โดย the Sugarhill Gang ตั้งแต่นั้นมา Rap จึงได้เข้าไปเป็นส่วนย่อยของ Hiphop เหมือนเช่นดัง break dancing และ graffiti อีกด้วย โดยศิลปะที่เป็นความแปลกก็คือ การร้องที่จะใช้คำแสลง ที่แปลกๆ และภาษาที่สื่อตรงๆ ในการร้อง
-------------------

DJ คืออะไร? DJ ย่อมาจาก Diskjoging คือกลุ่มคนหรือบุคคลที่ทำหน้าที่เปิดเพลงตามงานหรือโอกาสต่าง ๆ DJ มีหลายประเภทแต่ที่จะนำมาเสนอนี้คือ DJ ที่เปิดเพลงจากเครื่องเล่นแผ่นเสียง Turntable (ปัจจุบันได้มีการพัฒนามาเป็นแผ่น CD เช่นเครื่อง CDJ เป็นต้น) เอกลักษณ์ของ DJ ประเภทนี้คือการ "Scratch แผ่นเสียง" หมายถึงการเล่นเพลงไปข้างหน้าและย้อนกลับอย่างรวดเร็วตามจังหวะของเพลง ทำให้เกิดเสียงแปลก ๆ ออกมา
DJ เกี่ยวข้องอะไรกับ HipHop ?
DJ เป็นกลุ่มคนที่สำคัญมากในวงการ HipHop เพราะได้กล่าวมาแล้วว่าเด็ก HipHip ต้องมีองค์ประกอบเกี่ยวกับเพลงเสมอฉะนั้นจึงจะขาด DJ ไปไม่ได้เพราะเป็นคนเปิดเพลงในกลุ่มต่าง ๆ เช่น เปิดเพลงให้ MC ร้องrap เปิดเพลงให้ B-Boy เต้น เป็นต้น
ดูอย่างไรว่าใครเป็น DJ?
ถ้าดูการแต่งตัวหรือการใช้ชีวิตแล้วคงจะดูไม่ออกเพราะDJจะไม่เน้นเรื่องเหล่านี้ ดูง่าย ๆ เวลามีงานเลี้ยง ในร้านเหล้า หรือร้านอาหารต่าง ๆ DJ จะเป็นคนยืนอยู่หน้าเครื่องเปิดแผ่นเสียงแล้วทำหน้าที่คอยเปลี่ยนเพลง
ถ้าอยากเป็นDJควรทำอย่างไร ?
มีวิธีเดียวคือต้องไปเรียนที่โรงเรียนสอน DJ แล้วไปหางานเปิดแผ่น ส่วนกลุ่มDJ นั้นจะเป็นกลุ่มที่รวมตัวกันเพื่อหางานมากกว่ารวมตัวกันเพื่อทำเล่น ๆ เพราะถือว่า DJ เป็นอาชีพอย่างหนึ่งที่สามารถสร้างรายได้ได้อีกอย่างหนึ่งเลยทีเดียว
----------------------------

ประวัติบีบอย
คำว่า B-Boying นั้นมีรากศัพท์มาจากภาษาของชนชาติแอฟริกัน คือ คำว่า “Boioing” หมายความว่า “ กระโดด, โลดเต้น” และถูกใช้ในแถบ 'Bronx River' ในการเรียก รูปแบบการเต้นเบรกกิ้งของกลุ่มชาวบีบอย ตัว B ในคำว่า Bgirl : Bboy นั้นย่อมาจาก Break-Girl : Break-Boy ( บางทีก็หมายถึง Boogie หรือ Bronx) B-Boying นั้นยังเป็นที่รู้จักในชื่อ “ เบรกกิ้ง” หรือ เบรคแด๊นซ์" ( อันหลังได้รับการบัญญัติโดยสื่อมวลชน)Breaking นั้นเป็นที่รู้จักกันในชื่อ Rocking มาก่อน เป็นการสะท้อนของ อิทธิพลจากชนชาวแอฟริกัน อเมริกัน หรือวัฒนธรรมชาวลาติน(เปอโตริกัน) ซึ่งมาพร้อมกับการอพยพ และ ปักฐานที่กรุงนิวยอร์กในช่วงปลายยุค60 นั่นเอง "เบรกกิ้ง" เป็นการเต้นที่ได้รับอิทธิพลจากการเต้นหลากหลายรูปแบบ ทั้งท่วงท่าจากกีฬายิมนาสติก รวมถึงจากศิลปะการเคลื่อนไหวของโลกตะวัน ออกอีกด้วย เป็นที่คาดคิดกันว่า เบรคกิ้ง หรือเบรคแด๊นซ์นั้นมีรากฐานมาจากคาโปเอร่า หรือ 'Capoeira' คำว่า เบรค (Break) นั้นเป็นช่วงของจังหวะดนตรีที่ดุดันและเร้าใจ ในช่วง จังหวะนี้เหล่านักเต้นจะแสดงอารมณ์ด้วยท่าเต้นที่จะดึงดูดสายตาที่สุดเลยทีเดียว เรียกว่ามีอะไรก็เอามาโชว์ให้หมด Kool DJ Herc เป็นผู้ที่ได้รับการยอมรับในการ ขยายช่วงจังหวะนี้ให้สนุกมากขึ้นด้วยเทิร์นเทเบิ้ลถึงสองตัว โดยเล่นแผ่นเสียง พร้อมกันทั้ง2 เครื่องและใช้แผ่นเสียงเพลงเดียวกัน ใช้เทคนิคถูแผ่นต่างๆกันไป ซึ่งนักเต้นสามารถจะถ่ายทอดท่าเต้นได้นานกว่าเดิม ที่มักจะเป็นเวลาเพียงไม่กี่ วินาที ในระยะแรกๆนั้นการเต้นจะเป็นท่า " upright" ที่ภายหลังเป็นที่รู้จักกันใน ชื่อ"top rocking" เป็นท่ายืนเต้น ซึ่งมีอิทธิพลมาจากBrooklyn uprocking, การ เต้นแท็ป , lindy hop , ซัลซ่า, ท่าเต้นของ Afro Cuban, ชนพื้นเมืองแอฟริกัน และชนพื้นเมืองชาวอเมริกัน และก็ยังมีท่าท๊อปร็อคแบบ Charleston ที่เรียก ว่า"Charlie Rock" อิทธิพลอีกอย่างนั้นมาจาก James Brown กับผลงานเพลง ยอดฮิต"Popcorn" (1969) และ "Get on the Good Foot" (1972) จากท่าเต้น ที่เต็มไปด้วยพลังและรูปแบบที่โลดโผนสนุกสนาน ผู้คนจึงเริ่มที่จะเต้นในแบบ"GoodFoot". ในขณะ ที่การต่อสู้กันด้วยลีลาท่าเต้นเริ่มจะกลายมาเป็นประเพณี การเต้น Rocking หรือ Breaking นั้นก็เริ่มจะแทรกซึมเข้ามาสู่วัฒนธรรมฮิปฮอป ( ปะทะกันด้วยความสร้างสรรค์ไม่ใช่ด้วยอาวุธ) และมันเริ่มพัฒนาท่า เต้นที่เริ่มหลากหลายขึ้น ทั้งการย่ำเท้า การสับขา การลากเท้า และท่วงท่าที่จะใช้ปะทะกัน คือมีดีอะไรก็นำมาโชว์และเป็นที่มาของท่า "footwork" ("floor rocking" และ "freezes". Floor rocking, มีอิธิพลมาจากภาพยนตร์แนวต่อสู้ ในช่วงปลายยุค 70, การเต้นแท็ป ( ฟุตเวิร์กแบบชาวรัสเซีย, การตบ, การกวาดตัวเคลื่อนย้าย อย่างรวดเร็ว, ท่าล้อเกวียน)และท่าอื่นๆ ซึ่ง Floor rocking ได้เข้ามาเป็นท่าเต้นหลักเพิ่มขึ้น จาก 'toprocking' ในช่วงการเต้นขึ้นลงสู่พื้น เรียกว่า การ"godown" หรือ การ"drop" ยิ่งทำได้ลื่นไหลมากเท่าไหร่ก็ยิ่งดี.Freezes นั้นมักใช้ในเป็นท่าจบ ซึ่งมักจะใช้เป็นท่าล้อเลียนหรือท้า ทายฝ่ายตรงข้ามหรือคู่ต่อสู้ ท่าที่ยอดฮิตก็คือ "chairfreeze" และ "baby freeze". ท่า chair freeze นั้นกลายเป็นท่าพื้นฐานของหลายๆท่าเพราะว่าระ ดับความยากง่ายของท่าที่ต้องใช้ความสามารถพอตัว คือ การใช้มือ แขนข้อศอกในการพยุงตัวในขณะที่เคลื่อนไหวขาและสะโพก เป้าหมายหลักในการปะทะ หรือ “Breaking Battle” นั้นก็คือ เอาชนะคู่ต่อสู้ด้วยท่าที่ยากกว่า สร้างสรรค์กว่า และรวดเร็วกว่าในทั้งจังหวะ และการFreezes ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ "Breaking crews" หรือกลุ่มของนักเต้นนั้น เข้ามารวมตัวกันและช่วยกันฝึกฝนและคิดค้นท่าใหม่ๆ เพื่อเอาชนะกลุ่มอื่นๆ กลุ่มบีบอยที่เป็นที่รู้จักในช่วงแรกๆ คือ กลุ่ม Nigga Twins และกลุ่มอื่นๆอย่างเช่น “TheZulu Kings, The Seven Deadly Sinners, Shang-hai Brothers, The Bronx Boys, Rockwell Association, Starchild La -Rock,Rock Steady Crew and the Crazy Commanders ("CC step" เรียกได้ว่าพวกเขาเป็นผู้บุกเบิกวงการนักเต้นบีบอยยุคแรกๆช่วงที่การเต้นแบบนี้เริ่มพัฒนาจนมีเอกลักษณ์ น่าสนใจและสร้างนักเต้นที่เป็นที่รู้จักนั่น ก็คือช่วงกลางยุคปี70 ก็ได้แก่นักเต้นอย่าง Beaver,Robbie Rob (Zulu Kings), Vinnie, Off (Salsoul), Bos (Starchild La Rock), Willie Wil, Lil' Carlos (Rockwell Association), Spy, Shorty (Crazy Commanders), Jame Bond, Larry Lar, Charlie Rock (KC Crew), Spidey, Walter (Master Plan) ฯลฯ กลุ่มบีบอยใหญ่ๆที่ทำใหศิลปะการปะทะกันด้วยเบรคแด๊นซ์นี้ไม่หาย ไป ก็คือการปะทะกันระหว่างกลุ่ม SalSoul ( เปลี่ยนชื่อภายหลังเป็น The DiscoKids) กับกลุ่ม Zulu Kings และระหว่างกลุ่ม Starchild La Rock กับ Rockwell-Association. ในขณะนั้น ' เบรคกิ้ง' หรือ ' เบรคแด๊นซ์ ' ยังมีแค่ท่าFreezes, Footworks and Toprocks และ ยังไม่มีท่า Spins! ในช่วงปลายยุค70 กลุ่มบีบอยรุ่นเก่าๆเริ่มที่จะถอนตัวกันไปและบีบอยรุ่น ใหม่ๆก็เริ่มเข้ามาแทนที่ และ คิดค้นสร้างสรรค์ท่าและรูปแบบการเต้นใหม่ๆขึ้น เช่น การหมุนทุกๆส่วนของร่างกาย เพิ่มขึ้นมา ซึ่งเป็นที่นิยมมาจนถึงปัจจุบัน เช่น ท่า Headspin, Continues Backspin หรือ Windmill และอื่นๆอีกมาก ที่ได้รับการ คิดค้นและพัฒนามาเรื่อยๆในช่วงยุค 80 มีกลุ่มบีบอยหลายๆกลุ่มที่โด่งดังในกรุงนิวยอร์ก ได้แก่ 'Rock Steady Crew' , 'NYC Breakers' , 'Dynamic Rockers' , 'United States Breakers' , 'Crazy Breakers' , 'Floor Lords' , 'Floor Masters' , 'Incredible Breakers' , 'Magnificent Force' ฯลฯ บีบอยที่เก่งช่วงนั้นก็เช่น Chino, Brian, German, Dr. Love (Master Mind), Flip (Scrambling Feet),Tiny (Incredible Body Mechanic) ฯลฯ.การปะทะกันที่ยิ่งใหญ่มากในตอนนั้น เป็นการปะทะกันระหว่าง Rock Steady Crew กับ NYC Breakers และระหว่าง Rock Steady Crew กับ Dynamic Rockers และในช่วงปลาย

----------------------
Hiphop History

อย่างที่สัญญากันครับว่าจะไปนำประวัติของแนวเพลงฮิพฮอพมาลงให้อ่านกันซึ่งผมคิดว่ามีหลายอย่างที่น่าสนใจและน่าศึกษาเพราะเพลงแนวนี้เด่นตรงที่สร้างวัฒณธรรมของตัวเองขึ้นมาและแพร่หลายไปทั่วโลกอย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ อะไรคือสิ่งที่ทำให้เพลงแนวนี้ได้รับความนิยมอย่างสูง ? ใครคือผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จ ? ปัญหาความรุนแรงเกิดจากอะไร ? เราไปติดตามพร้อมๆกันครับ ในช่วงปลายปี 1960 ซึ่งเป็นช่วงจุดอิ่มตัวของเพลงยุค ’60 คนเริ่มที่จะหาแนวเพลงใหม่ๆที่ฉีกออกไปและก็เป็นจังหวะเดียวกับที่ Kool Herc หนุ่มชาวจาไมกาที่ย้ายมานิวยอร์คพร้อมกับนำดนตรีสไตล์จาไมกาเข้ามา จุดเด่นของเค้าก็คือการเปิดเพลงพร้อมกับท่อนร้องสดๆควบคู่กันซึ่งก็ได้รับความนิยมขึ้นเรื่อยๆ จนมาวันนึง Kool Herc พบว่าเพลงบางเพลงสามารถทำให้คนเต้นรำกันได้อย่างสนุกสนานแต่มีช่วงเวลาที่น้อยไป เขาจึงนำเครื่อง Turntable มา 2 ตัวแล้วเปิดเพลงเดียวกันแต่สลับกลับไปกลับมาทำให้เกิดการ Mixing ขึ้นเป็นครั้งแรกซึ่งต่อมา Kool Herc ได้รับการยอมรับว่าเป็น DJ คนแรกของโลก นอกจากนั้น Kool Herc ยังเป็นคนริเริ่มคำร้องต่างๆอย่างเช่น “ Throw your hand in the air / and wave ‘em just like ya don’t care” ซึ่งเมื่อก่อนเรียกกันว่า “Mcing” ก่อนจะกลายมาเป็น “Rap” ในปัจจุบัน. หลังจากนั้น Kool Herc ก็มอบหน้าที่แร็ปให้กับเพื่อน 2 คนคือ Coke la rock และ Clark Kent ( คนละคนกับตา Superman นั่นนะครับ) และตั้งทีมขึ้นมาชื่อว่า “Kool Herc and the Herculoid” ถือเป็นกลุ่ม MC ทีมแรกของโลก จากนั้นในปี 1975 Grand Wizard Theodore ก็ค้นพบเทคนิกการ Scratching อย่างบังเอิญขณะกำลังเล่นอยู่ในห้องนอนของตัวโดยเกิดจากการดึงแผ่นกลับไปกลับมาทำให้เกิดเสียงแปลกๆขึ้น. จากนั้นเค้าเริ่มทดลองดูกับแผ่นอื่นๆจนได้เสียงที่คนฟังเข้าใจและนำมาแสดง. และก็ได้รับรางวัลจาก International Turntable Foundation ในฐานะผู้คิดค้นการ Scratchช่วงนั้นเริ่มมีการออกอัลบั้มฮิพฮอพขึ้น และ 1 ในนั้นคือ “Rapperdelight” ของ the Sugar Hill สามารถขายได้ถึง 2 ล้านก้อปปี้ทั่วโลก และยังถูกวางเป็นรากฐานของเพลงฮิพฮอพมาจนถึงทุกวันนี้ ปี 1983 ซิงเกิ้ล “White line(don’t do it)” ของ Grand Master Flash ร่วมกับ Melle Mel ซึ่งเป็นเพลงแอนตี้การใช้โคเคน ก็ดังกระหึ่มไปทั่วโลกและผลักดันให้แนวเพลงฮิพฮอพหลุดจากตลาดอันเดอร์กราวน์ขึ้นมาเทียบแนวอื่นอย่างสง่าผ่าเผย ต่อมา กลุ่มคนจากเยอรมันในนาม “The Kraftwork” ได้นำแนว Africa Bombata เข้ามาเผยแพร่ด้วยซิงเกิ้ล “Trans-Europe Express” ซึ่งเป็นเพลงแร็ปที่มีเสียง Electronic แทรกอยู่ เพลงอย่าง “Planet rock” ที่ร่วมงานกับ Soul Sonic ก็ขายในอเมริกาได้ถึง 620,000 ก้อปปี้ ซึ่งถือเป็นความก้าวหน้าของเพลงแนวฮิพฮอพอย่างแท้จริง , วัฒนธรรมฮิพฮอพทั้ง ทีม MC, นักพ่น Graffiti, B-Boy เริ่มถือกำเนิดขึ้น ในปี 1984 วง Run D.M.C. ก็จุดประการวัฒนธรรมการแต่งตัวของชาวฮิพฮอพโดยมาพร้อมกับชุดกีฬาและสร้อยทองเส้นโตซึ่งต่อมาเรียกกันว่าการแต่งตัวแบบ “Streetstlye”. เพลงอย่าง “My Adidas” ที่ร้องถึงรองเท้าคู่โปรดทำให้ Run D.M.C. เป็นนักร้องฮิพฮอพกลุ่มแรกที่มีสปอนเซอร์เพราะ Adidas ยอมจ่ายเงินเป็นจำนวนเลข 6 หลักซึ่งถือว่ามากในสมัยนั้นเพื่อให้ใส่ชุดของพวกเค้าตั้งแต่หัวจดเท้าเลย ปีต่อมา กลุ่ม Rapper อื้อฉาว จากไมอามี่นาม 2 Live Crew ก็ทำเอาแตกตื่นด้วยเนื้อหาที่เน้นขายเรื่องใต้สะดือเป็นหลักเกือบทั้งอัลบั้มจนมีข่าวถึงขั้นขึ้นโรงขึ้นศาลและจั่วหัวหน้า 1 ไปทั่วประเทศกับอัลบั้ม “As nasty as they wanna be” หลังจากมีการฟ้องร้องกันไปพวกเขาก็ยังไม่เข็ดแต่กลับจัดทัวร์คอนเสิร์ตเรต R และออกอัลบั้ม “Banned in the U.S.A.” อีกแต่แล้วก็ค่อยๆเงียบหายไปโดยทิ้งเพลงอย่าง “Me so horny” ไว้ให้นึกถึง 1986 เพลง “Fight for your right to party” ของ the Beastie boys กลายเป็นเพลงโปรดของบรรดาเหล่าวัยโจ๋หัวดื้อทั้งหลายทั่วโลก และด้วยเหตุที่สัญลักษณ์ของพวกเค้ามีลักษณะคล้ายโลโก้ที่ติดอยู่หน้ารถ Volkswagon จึงถูกวัยรุ่นขโมยแกะออกมาจากรถระบาดไปทั้งอเมริกาและยุโรป ถัดมาอีกปี the Beastie boys ค้นพบหนุ่มผู้มีพรสวรรค์นาม LL Cool J นำมาขัดเกลาออกซิงเกิล “I need love” ในสไตล์เสียงร้องนุ่มๆเซ็กซี่ๆ จนเป็นที่มาของเพลงแนว Rap&Ballad หรือ R&B ในยุคแรกๆและเพลงนี้ก็ขึ้นถึง European top10 ส่วนตัวของ LL Cool J เองก็ขึ้นทำเนียบเป็น Superstarรุ่นใหญ่ที่อยู่ในวงการมายาวนานที่สุดและยังคงทำเพลงในสไตล์ตัวเองอยู่มาจนถึงปัจจุบัน

ไม่มีความคิดเห็น: